วันนี้ (15 ต.ค. 2566) กลายเป็นอุทาหรณ์เตือนใจ เมื่อผู้ใช้ Facebook รายหนึ่ง โพสต์ลงในกลุ่ม ‘งูไทย…อะไรก็ได้ all about Thailand snakes’ แชร์ภัยใกล้ตัว หลานโดนงูเขียวหางไหม้ฉกที่ลิ้นโดยเธออธิบายเหตุการณ์ว่า หลานของเธอไปเล่นบริเวณใต้ต้นไม้ แล้วแลบลิ้นเล่นกัน ทว่าจุดดังกล่าวมี ‘งูเขียวหางไหม้’ เป็นเหตุให้ งูฉกเข้าที่ลิ้นพอดี อาการเบื้องต้น รักษาตัวที่ห้อง ICU (Intensive Care Unit) ห้องที่ดูแลผู้ป่วยที่อยู่ในภาวะวิกฤต ทางคุณหมอให้ใส่เครื่องช่วยหายใจเพราะคอบวม หน้าอกบวม พร้อมกันนี้เธอจึงปรึกษาสมาชิกในกลุ่มด้วยความเป็นห่วงหลาน “อยากทราบเป็นความรู้ว่า งูเขียวหางไหม้ เคยกัดใครแล้วตายไหมคะ”
สำหรับ ‘งูเขียวหางไหม้’ นั้น เป็นงูพิษต่อระบบเลือด ทำให้เลือดไม่แข็งตัวและมีเลือดออกง่าย พบมากในเขตกรุงเทพมหานคร ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีลำตัวสีเขียวและปลายหางสีแดง มักอาศัยบนต้นไม้ จัดเป็นงูพิษอ่อน โดยผู้ที่ถูกกัดจะไม่ถึงกับเสียชีวิต นอกจากเสียแต่ว่ามีโรคหรืออาการอื่นแทรกซ้อน โดยผู้ที่ถูกกัดจะมีอาการปวดอย่างรุนแรงทันทีที่ถูกกัด แล้วค่อย ๆหายใน 5-6 ชั่วโมง บริเวณที่ถูกกัดจะบวมอย่างรวดเร็วในระยะ 3-4 วันแรก จากนั้นจะค่อย ๆ ยุบบวมในเวลา 5-7 วัน อาจจะมีเลือดออกจากรอยเขี้ยว แต่ไม่มาก หากมีอาการมากกว่านี้ถือว่าเป็นอาการหนัก
ท่ามกลางชาวเน็ตที่เข้ามาแสดงความคิดเห็น บางคอมเมนต์สอบถามว่า ‘เพราะเหตุใดจึงโดนฉกที่ลิ้น’ บางคอมเมนต์คาดเดาว่า ‘เด็กน่าจะยังเล็ก ไม่ทราบว่างูมีพิษ อาจมีพฤติกรรมเลียนแบบงู เห็นงูแลบลิ้น จึงทำตาม ทำให้งูฉกลิ้น’
ก่อนที่ต่อมา สาวเจ้าของโพสต์จะอัปเดตข้อมูลเพิ่มเติมว่า “อาการน้องตอนนี้ยังคงใส่เครื่องช่วยหายใจอยู่นะคะ น้องได้รับเซรุ่มเมื่อวาน”
“ส่วนเหตุการณ์จริงเราเองก็ไม่ทราบว่าน้องเล่นยังไงถึงโดนกัด เพราะคนเลี้ยงบอกมาแบบนี้จ้า รอคุณหมอมา จะอัปเดตอาการอีกทีนะคะ”
ท่ามกลางชาวเน็ตที่เข้ามาส่งกำลังใจ ขอให้น้องปลอดภัย และอาการดีขึ้นในเร็ววัน
ทั้งนี้ ข้อมูลจาก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ได้แนะนำวิธีการปฐมพยาบาลเบื้องต้นเเมื่อโดนงูกัด ดังนี้
1. ล้างแผลด้วยน้ำและสบู่ ไม่ควรใช้เหล้า ยาสีฟัน ขี้เถ้าทาแผล หรือสมุนไพรใดๆ
2. บีบเลือดออกจากแผลให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ไม่ควรใช้ปากดูดหรือเปิดปากแผลด้วยของมีคม
3. การรัด ควรรัดเหนือและใต้บาดแผลประมาณ 3 นิ้วมือ ไม่ควรรัดเหนือบาดแผลให้แน่นมาก เพราะจะทำให้อวัยวะส่วนปลายขาดเลือดและเน่าตาย ควรคลายความแน่นพอสอดนิ้วมือได้ 1 นิ้ว จุดประสงค์เพื่อให้อวัยวะนั้นอยู่นิ่ง ไม่ใช่เป็นการห้ามพิษเข้าสู่หัวใจตามที่คนส่วนใหญ่เข้าใจไม่ถูกต้อง
4. ใช้ผ้าสะอาดห้ามเลือดด้วยการกดแผลโดยตรง ถ้าสามารถใช้แอลกอฮอล์หรือเบต้าดีนทาแผลได้ก็จะเป็นผลดีต่อการทำลายเชื้อโรคต่างๆ
5. พยายามเคลื่อนไหวร่างกายให้น้อยที่สุด เพราะหากเคลื่อนไหวมาก จะทำให้พิษของงูเข้าสู่กระแสเลือดเร็วขึ้น
6. วางอวัยวะส่วนนั้นให้ต่ำกว่าหรือระดับเดียวกับหัวใจ
7. รับประทานยาแก้ปวดหากรู้สึกปวด แต่ห้ามใช้ยาที่มีฤทธิ์แอลกอฮอล์ ยาระงับประสาท ยานอนหลับ ยาดองเหล้า เป็นต้น
8. รีบนำผู้ป่วยส่งสถานพยาบาลใกล้บ้าน ไม่จำเป็นต้องนำซากงูมาให้แพทย์ตรวจดูว่าเป็นงูประเภทใด เนื่องจากอาจจับได้ในบริเวณใกล้เคียงซึ่งไม่ใช่เป็นตัวที่กัด ปัจจุบันใช้การดูรอยกัดและลักษณะแผลเพื่อกำหนดการใช้เซรุ่มต้านพิษงูฉีดให้เหมาะสม
9. ให้ระลึกเสมอว่างูที่กัดทุกตัวเป็นงูมีพิษ
