ดอกป๊อปปี้สีแดง ถูกนำมาใช้เป็นสัญลักษณ์ “วันทหารผ่านศึก” เกิดขึ้นเมื่อสมัยสงครามโลก ครั้งที่ 1 เมื่อสงครามสงบลงเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน ค.ศ. 1918 (พ.ศ. 2461) โดยฝ่ายพันธมิตรเป็นผู้มีชัยในสงคราม จอมพล เฮก มีความห่วงใยถึงทหารที่ร่วมเป็นร่วมตาย สละชีวิตเลือดเนื้อเพื่อประเทศชาติ จึงได้ก่อตั้ง “สันนิบาตสงเคราะห์ทหารผ่านศึก” ขึ้นในอังกฤษ และได้ถือเอาวันที่ 11 พฤศจิกายน เป็น “วันระลึกทหารผ่านศึก” เพราะตรงกับวันสงครามโลกครั้งที่ 1 ได้สงบลง
ต่อมา จอมพล เฮก มีความคิดอยากให้มีสัญญลักษณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อเป็นอนุสรณ์ระลึกถึงทหารที่เสียชีวิตในสงครามโลกครั้งที่ 1 จึงตัดสินใจใช้ “ดอกป๊อปปี้สีแดง” เป็นสัญญลักษณ์ของทหารผ่านศึกทั่วประเทศอังกฤษ เพราะในทางสากลแล้ว ดอกป๊อปปี้สื่อความหมายถึง “ทหารผ่านศึกผู้พลีเลือดเนื้อและชีวิตเพื่อปกป้องมาตุภูมิอันเป็นที่รัก”
จากนั้นในปีถัดมา ก็เริ่มมีการประดิษฐ์ดอกป๊อปปี้ออกมาขายใน “วันทหารผ่านศึก” เพื่อขอรับการสนับสนุนจากประชาชน โดยเงินรายได้ทั้งหมดนำไปเป็นทุนช่วยเหลือสงเคราะห์ทหารผ่านศึก วันทหารผ่านศึกจึงถูกเรียกอีกอย่างว่า “วันป๊อปปี้” (POPPY DAY)

สำหรับประเทศไทย กำหนดให้วันที่ 3 กุมภาพันธ์ของทุกปีเป็น “วันทหารผ่านศึก” และมีการจัดทำ “ดอกป๊อปปี้” เพื่อจำหน่ายในวันทหารผ่านศึกเช่นกันกับต่างประเทศ โดยเกิดจากดำริของ ท่านผู้หญิง จงกล กิตติขจร ประธานมูลนิธิสงเคราะห์ครอบครัวทหารผ่านศึก ที่ต้องการจะดำเนินการหาทุนมาช่วยเหลือทหารและครอบครัวทหารผ่านศึก ที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ป้องกันประเทศ
ทั้งนี้ ประเทศไทยได้ส่งทหารเข้าร่วมรบในสงครามต่างๆ ในต่างแดนมาแล้ว โดยมีอนุสาวรีย์เชิดชูเกียรติปรากฏเป็นอนุสรณ์อยู่ วีรกรรมของนักรบไทยในการรบได้ขจรขจายไปทั่วปรากฏต่อสายตาชาวโลก ฉะนั้นเพื่อระลึกถึงเกียรติภูมิของนักรบกล้าหาญ จึงได้กำหนดให้ “ดอกป๊อปปี้” เป็นดอกไม้ที่ระลึกสำหรับทหารผ่านศึกไทย เช่นเดียวกันในต่างประเทศ และมีการจำหน่ายในวันที่ระลึกทหารผ่านศึกตั้งแต่ ปี 2511 เป็นต้นมา
และต่อมาปี พ.ศ.2512 “สโมสรสงเคราะห์ครอบครัวทหารผ่านศึก” ได้ยกระดับเป็น “มูลนิธิสงเคราะห์ครอบครัวทหารผ่านศึก” โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี รับเป็นองค์อุปถัมภ์มูลนิธิฯ เพื่อจำหน่ายดอกป๊อปปี้ให้ทั่วถึงมากขึ้น ทั้งกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด ในวันทหารผ่านศึก ดอกไม้ชนิดนี้จึงถูกเรียกว่าเป็น “ดอกไม้ที่ระลึกวันทหารผ่านศึก”