เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2566 ดร.อำคา แสงงาม ประธานสภาวัฒนธรรมตำบลกู่กาสิงห์ ให้การต้อนรับคณะผู้ฟังรายการสถานีวิทยุกรมการพลังงานทหาร (ว.พท.) คลื่นเอ.เอ็ม 792 กิโลเฮิรตซ์ พร้อมด้วยมัคคุเทศน์น้อยและคุณครู จากโรงเรียนบ้านกู่กาสิงห์ ณ บริเวณปราสาทกู่กาสิงห์ ตั้งอยู่ที่บ้านกู่กาสิงห์ หมู่ 2 อ.เกษตรวิสัย จ.ร้อยเอ็ด ซึ่งเป็นโบราณสถานที่สวยงามใน อ.เกษตรวิสัย ดร.อำคา กล่าวว่า กู่กาสิงห์ สันนิษฐานว่าคำว่า กู่ มาจากคำที่ชาวบ้านทั่วไปใช้เรียกโบราณสถานสมัยขอมตั้งอยู่ เป็นปราสาทหิน คำว่า กา สันนิษฐานว่ามาจากหลักฐานรูปแกะสลักครุฑ ซึ่งชาวบ้านเข้าใจว่าเป็นสัตว์ประเภทนกหรือกา บ้างก็ว่าคำว่ากาเป็นภาษาถิ่นอีสาน มีความหมายตรงกับภาษาไทยกลางว่า ตรา แปลว่าเครื่องหมาย ส่วนคำว่า สิงห์ มาจากชื่อประติมากรรมรูปสิงห์สองตัวที่ตั้งอยู่ทางเข้าปราสาท ซึ่งเป็นไปตามคติทวารบาลของศิลปะแบบเขมร เพราะสิงห์เป็นสัตว์ที่มีอำนาจจึงทำหน้าที่รักษาทวารบาลหรือประตูของสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เมื่อตั้งเป็นหมู่บ้านขึ้นมาจึงเอาชื่อของกู่ ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ของท้องถิ่นมาใช้เรียกว่า “บ้านกู่กาสิงห์” กรมศิลปากรได้เข้ามาขุดบูรณะกู่กาสิงห์ ขุดพบโบราณวัตถุหลายร้อยชิ้น เช่น ศิวลึงค์ รูปแกะสลักหินทรายเป็นรูปต่างๆ เช่น พระ เทวดา ยักษ์ สิงห์ ทับหลัง หน้าปราสาท เครื่องประดับทำด้วยทองคำ ฯลฯ กรมศิลปากรได้นำวัตถุโบราณที่มีค่า ไปจัดเก็บที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติจังหวัดร้อยเอ็ด และบางส่วนนำมาจัดแสดงในห้องจัดแสดงที่กู่กาสิงห์


จากนั้น มัคคุเทศน์น้อยพร้อมคุณครูจากโรงเรียนบ้านกู่กาสิงห์ ได้นำคณะฯ เข้าชมปราสาทกู่กาสิงห์ ได้แก่ 1. อาคารโคปุระ 2.ทับหลัง (มณฑป) 3. อาคารบรรณาลัย 4. อาคารพลับพลา 5.ฐานปราสาทกู่กาสิงห์ 6. อาคารโคปุระเล็ก และ 7. โคนนทิ (โคที่เป็นพาหนะประจำขององค์พระศิวะ) พร้อมอธิบายส่วนประกอบของปรางค์ 3 องค์ เป็นที่ประดิษฐานที่ใหญ่ที่สุดของศาสนาพราหมณ์ หรือที่ประดิษฐานของพระศิวะ นักท่องเที่ยวจะนิยมมาขอพรต่อองค์เทพศิวะ สำหรับที่ตั้งของปรางค์อยู่บนฐานศิลาแลงเดียวกัน มีวิหารรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ที่เรียกว่าบรรณาลัยอยู่ทางด้านหน้าทั้งสองข้าง ทั้งหมดจะถูกล้อมด้วยกำแพงประตูทางเข้ามี 2 ทาง โดยมีคูน้ำรูปเกือกม้าล้อมรอบอีกชั้นหนึ่ง นอกจากนี้ ยังปรากฏลวดลายสลักต่างๆ เช่น ลายกลีบบัวและลายกนก เป็นต้น นอกจากนี้ มัคคุเทศน้อยได้นำชมกำแพงแก้ว ภาพสลักหินศิลาแลง มีลักษณะเป็นรูปจุด 2 จุดที่เหมือนกับดวงตาคน และรูปปากที่โค้งลงมา เมื่อดูแล้วจะเหมือนคนทำหน้าบึ้งว่า เป็นภาพของศิลปินแสดงออกอย่างอิสระเพื่อผ่อนคลายทางอารมณ์จากการทำงานหนักหรือจำเจ จึงเป็นจุดแปลกที่คนนิยมมาถ่ายรูป โดยปราสาทกู่กาสิงห์ถูกสร้างไว้เพื่อเป็นเทวสถานสำหรับสักการะพระอิศวรตามเชื่อทางศาสนา พราหมณ์



นอกจากปราสาทกู่กาสิงห์แล้ว ดร.อำคา ได้ขึ้นรถนำเที่ยวชมกู่โพนระฆัง รูปแบบศิลปะบายน สร้างในสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 แห่งราชอาณาจักรขอมโบราณ โดยชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่เล่าว่า เคยได้ยินเสียงระฆังดังออกมาจากกู่ ทั้งที่สถานที่แห่งนี้ไม่มีระฆัง จึงเรียกโบราณสถานแห่งนี้ว่า กู่โพนระฆัง นอกจากนี้ ชาวบ้านยังเชื่อว่า หากใครเจ็บป่วยก็จะมาขอพรที่นี่ให้หายเจ็บป่วย เพราะกู่โพนระฆัง คือ “อโรคยาศาล” หรือศาสนสถานประจำโรงพยาบาลในสมัยโบราณ และด้านหน้ายังมีสระน้ำใหญ่ กู่โพนระฆังสร้างตามคติความเชื่อทางพุทธศาสนาลัทธิมหายาน นอกจากนี้ กู่ที่ค้นพบอีกแห่งไม่ไกลจากกัน คือ กู่โพนวิจ อยู่ห่างจากกู่กาสิงห์ไปทางทิศเหนือประมาณ 500 เมตร มีลักษณะเป็นฐานรูปสี่เหลี่ยมอัดดินแน่น และสร้างอาคารรูปสี่เหลี่ยมจตุรัสจนาดเล็กอยู่ด้านบนทั้ง 4 มุม โดยมีฐานอาคารขนาดใหญ่อยู่กลาง การเรียกชื่อ กู่โพนวิจ สืบเนื่องชาวบ้านในสมัยโบราณ เห็นแท่นฐานที่ตั้งเทวรูปหลายแท่น มีลักษณะเป็นรูอยู่ตรงกลาง(ใช้เสียบสลัก) และมีร่องน้ำ ก็นึกว่าเป็นโถส้วมจึงใข้คำว่า “เวจจ” เป็นภาษาบาลี ที่ศักดิ์สิทธิ์มาใช้เรียกเป็นชื่อของโบราณสถานแห่งนี้ ให้เหมาะสมกับสถานของเทพเจ้า ภายหลังเสียงได้กร่อนไปจากคำว่า เวจน เป็น กู่โพนวิจ ดังใช้เรียกในปัจจุบัน






จากนั้น ดร.อำคา แสงงาม ประธานสภาวัฒนธรรมตำบลกู่กาสิงห์ ได้นำคณะชมศูนย์ท่องเที่ยวเชิงเกษตร บ้านกู่กาสิงห์ หมู่ 1 ต.กู่กาสิงห์ อ.เกษตรวิสัย จ.ร้อยเอ็ด โดยมี นางสัมฤทธิ์ แสงพาธา รองประธานคณะกรรมการกลุ่มแม่บ้านเกษตรกร ให้การต้อนรับ และกล่าวถึงการดำเนินงานว่า ผ้าไหมมัดหมี่ทอมือของกลุ่มฯ ทางกรมวิทยาศาสตร์บริการได้มาอบรมการใช้สีในการทอผ้าไหม ซึ่งเป็นสีธรรมชาติ เช่น แก่นขนุน ครั่ง คราม ผสมกันจนเป็นสีต่างๆ และมาทอเป็นผ้าพันคอ สำหรับผ้าทอลายเต่าทองอันมีชื่อเสียงกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านกู่กาสิงห์นั้น มีเอกลักษณ์เฉพาะที่มีสีทองงดงาม เป็นลายเต่าตัวเล็กๆ มีความหมายแก่ผู้สวมใส่คือมีอายุยืนยาว นางสัมฤทธิ์ กล่าวว่า เมื่อปี 2538 สำนักพัฒนาชุมชน พัฒนาสังคม มาช่วยสร้างสถานที่ในการรวมกลุ่มทอผ้าไหม และให้งบประมาณมาสนับสนุน และเนื่องจากทางกลุ่มฯ ประสบปัญหาในการเลี้ยงไหม ทำให้ขาดแคลนไหมในการนำมาทอ กรมวิทยาศาสตร์ฯ จึงได้ส่งเส้นไหมมาให้ สำหรับผ้าไหมมัดหมีทอมือของกลุ่มแม่บ้านเกษตรกร บ้านกู่กาสิงห์ เป็นสีจากธรรมชาติ ผู้สวมใส่ที่แพ้สารเคมีจึงสามารถใส่ได้ สีไม่ตก และราคาไม่แพง นับเป็นผลิตภัณฑ์พื้นถิ่นที่มีคุณค่า และได้รับรางวัลการประกวดมาแล้วมากมาย ทั้งนี้ สำหรับผู้สนใจจะเข้าชม ปราสาทกู่กาสิงห์และศูนย์ท่องเที่ยวเชิงเกษตร บ้านกู่กาสิงห์ ติดต่อได้ที่ ดร.อำคา แสงงาม ประธานสภาวัฒนธรรมตำบลกู่กาสิงห์ โทรศัพท์ 0933375626
ศิริลัษณ์ ข่าว / สุมนชาติ ภาพ





