เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา 09.00 น. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย จัดการประชุมวิชาการประจำปีเครือข่ายมหาวิทยาลัยยั่งยืนแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 8 “ACTIONS TOWARD A CARBON NEUTRAL SOCIETY” ณ ชั้น 2 อาคาร 50 ปี การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย รองศาสตราจารย์ ดร.ณัฐพงศ์ มกระธัช ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายพัฒนาสิ่งแวดล้อมและกายภาพ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ กล่าวรายงานการจัดประชุม และกล่าวต้อนรับผู้บริหารและผู้แทนมหาวิทยาลัยเครือข่าย และพิธีเปิดการประชุม วิชาการประจำปีเครือข่ายมหาวิทยาลัยยั่งยืนแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 8 โดยคุณอภิชัย อร่ามศรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี


ศาสตราจารย์ ดร.สุชาติ เซี่ยงฉิน อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ แถลงเจตนารมย์ในการประชุมว่า การพัฒนาในด้านอุตสาหกรรม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในช่วง 4 ทศวรรษที่ผ่านมา เป็นการพัฒนาที่ก่อให้เกิดผลกระทบและความเสียหายต่อทรัพยากรโลกเป็นอย่างมาก มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ จึงได้น้อมนำศาสตร์พระราชาของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาใช้เพื่อการพัฒนามหาวิทยาลัยสู่ความยั่งยืน และเพื่อป็นการบรรลุสู่เป้าหมาย Sustainable Development Goals (SDGs) ขององค์การสหประชาชาติ ทั้ง 17 เป้าหมาย โดยมีเจตนารมณ์ที่จะประสานความร่วมมือระหว่างชุมชนโดยรอบมหาวิทยาลัย รวมถึงสถาบันทางศาสนา กับภาคส่วนงานอื่นๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม ให้เกิดพลังในการฟื้นฟู เสริมสร้างทรัพยากรธรรมชาติป่าไม้และสิ่งแวดล้อมของโลกที่กำลังเกิดปัญหาวิกฤตและเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
ในปี พ.ศ. 2567 ซึ่งเป็นปีครบรอบฉลอง 65 ปี ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ต้องขอแสดงความยินดีกับมหาวิทยาลัย ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมวิชาการประจำปีเครือข่ายมหาวิทยาลัยยั่งยืนแห่งประเทศไทย (Sustainable University) ครั้งที่ 8 ระหว่างวันที่ 15-16 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2567 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์การพัฒนาอย่างยั่งยืนในสถาบันอุดมศึกษาของประเทศไทยทั่วทั้งประเทศ รวมทั้งเพื่อเป็นการสร้างเครือข่ายและความร่วมมือในการพัฒนาอย่างยั่งยืนในทุกภาคส่วน ให้เป็นต้นแบบแก่ภาคส่วนอื่นๆ ในสังคมไทย และในปีนี้มหาวิทยาลัยมีความมุ่งมั่นที่จะเป็นผู้นำในการส่งเสริมให้สังคมไทยมีความเป็นสังคมคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Society) เพื่อช่วยให้ประเทศไทยบรรลุการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero CO2 2050) ตามนโยบายของประเทศไทยและสหประชาชาติ ในปี ค.ศ. 2050
จากนั้น เวลา 10.30 – 11.15 น. มีการบรรยายพิเศษ “SCG ESG Pathway เริ่มด้วยกัน เพื่อเรา เพื่อโลก” โดย ดร.ชนะ ภูมี Vice President Sustainability SCG และนายกสมาคมอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทย (TCMA) กล่าวบรรยายตอนหนึ่งว่า ประเทศเราถ้าจะลดคาร์บอน สิ่งที่สำคัญที่สุด คือเรื่องพลังงานมีอยู่ 70 เปอร์เซ็นต์ ที่ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ ออกมาประมาณ 270 ตันทั่วประเทศ จากตัวเลขทั้งหมด 372 พลังงานก็คือรวมไปถึงไฟฟ้าและความร้อน ตัวนี้เป็นตัวใหญ่สุด รวมถึงเรื่องการขนส่งด้วย เพราะฉะนั้น เรื่อง Energy Transition จำเป็นมาก ผมไปดูในหลายมหาลัยที่มี Energy Transition อย่าเพิ่งนึกออกไปถึงนอกชุมชน การทำเรื่องความยั่งยืน ต้องทดลองกับตัวเองก่อน อย่างในมหาลัยถ้าเราไปดู แหล่งพลังงานเยอะแยะ เอาโซลาร์ไปวางบนหลังคา หรือที่จอดรถ ทาง SCG ทดลองทำมาไม่ต่ำกว่า 10 ปี แล้วพอเทคโนโลยีมาถึง มันสามารถที่จะส่งเสริมและลงทุนได้เลย มหาลัยที่ผมเห็นแล้วก็ทำได้ดีก็คือ เขาใช้ campus เขาเองเป็นตัวทดลอง ไม่ว่าจะเอาขยะในมหาลัยไปทำ Bio Gas ใช้แอปในการเรื่องการ campus Transformation นักศึกษาสามารถที่จะรู้ได้ว่าเขาจะเดินไปจุดๆ นี้ แล้วรถจะมาตรงไหน ขณะที่คนขับรถเองก็รู้ว่าใครรออยู่ หรือเมื่อเช้าที่ท่านอธิการบดีโชว์เรื่องรถราง ก็เหมาะกับที่ มจพ. ปราจีนบุรี คือสิ่งเหล่านี้มันเหมาะอยู่ในมหาลัย แต่ถ้ามหาลัยไม่ทำให้ดูเป็นตัวอย่าง แล้วจะไปขยายผลข้างนอก เราจะไม่รู้ข้อจำกัดในเวลาการขยายผล ขยะที่สามารถทำมีเทนใช้เป็นในโรงอาหารของมหาลัยก็ได้ และไม่เยอะอย่างที่รองผู้ว่าพูด คือกระทรวงมหาดไทยมีนโยบายเรื่องถังขยะเปียกลดโลกร้อน คือการเอาถังขยะฝังลงไปในดิน โผล่ขึ้นมาหน่อย แล้วแยกเศษอาหารเทลงในดินแล้วก็ไป Modify ว่า ลดการปล่อยมีเทน ได้คาร์บอน T-VER สามารถเอาคาร์บอนเครดิตไปขายได้ แต่สามารถใช้ได้ในประเทศไทยอย่างเดียวนะ ผมเชื่อว่าการทำเรื่องเหล่านี้โดยมีโรดแมปชัดเจนว่า ปี 2540 จะไปอย่างไหนด้วยเรื่องอะไร” ดร.ชนะ กล่าว
ขณะที่ด้าน คุณชัยวุฒิ หลักเมือง ผู้ช่วยผู้ว่าการบริหารจัดการความยั่งยืน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย บรรยายพิเศษ เรื่อง “กฟผ. กับภารกิจความมั่นคงด้านพลังงาน และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” กล่าวบรรยายตอนหนึ่งว่า “ต้นไม้ใช้ในการสังเคราะห์แสง การเจริญเติบโตของต้นไม้ เพราะฉะนั้นต้นไม้จึงเป็นสิ่งสำคัญ แต่บ้านเรามันมีศักยภาพ การมีต้นไม้เราประเมินไว้ว่าเรามีพื้นที่ประมาณ 90 ล้านไร่ทั่วประเทศ และมีป่าพร้อมที่จะปลูกประมาณ 40 ล้านไร่ เพื่อจะเติมให้เต็ม 120 ล้านไร่ จะต้องทำยังไง ปลูกป่าไม่ใช้เรื่องง่าย ต้นไม้พอเจอวิกฤติทางด้านอากาศ แล้งตลอดติดต่อกัน ต้นไม้ไม่สามารถเจริญเติบได้และอาจจะตาย เขายังเล็กอยู่ เราจึงต้องมีกระบวนการที่จะนำเข้าสู่การพัฒนา จุดเริ่มต้นจริงๆ ของพลังงาน ก็คือการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะฉะนั้น กฟผ. เอง เราก็มองเห็นในเรื่องนี้มานาน ในเรื่องของฉลากเบอร์ 5 เราทำมาปีนี้เป็นปีที่ 31 จนกระทั่งปัจจุบันถ้าเลือกเครื่องใช้ไฟฟ้า เราจะเลือกเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ติดฉลากเบอร์ 5 ทำไมเป็นอย่างนั้น เพราะว่าเราไม่สามารถบังคับให้คนลดแอร์ให้ได้ 25 เราไม่สามารถให้คนใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ว่าเราไปทำตรงไหน เราไปเริ่มจากระบวนการผลิต ไปคุยกับผู้ผลิต สร้างอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าที่คุณภาพสูงออกมาเพื่อให้คนใช้ค่อยๆ ปรับตัวในเรื่องของการใช้อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า เพราะเรื่องพวกนี้เป็นเรื่องยาก เพราะเป็นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของคน โดยคุณชัยวุฒิ กล่าวทิ้งท้ายว่า เรื่องการลดการปล่อยคาร์บอน ไม่ใช่เรื่องง่ายที่เราจะมาลดการปลดปล่อยคาร์บอนจาก 300 กว่าๆ ให้ลงเป็น 0 ในอนาคตถ้าทุกคนไม่ช่วยกัน การไว้ใจหรือเชื่อใจในส่วนของการใช้พลังงานเป็นส่วนสำคัญ ปัจจุบัน EV ถึงแม้จะเติบโต 700 เปอร์เซ็นต์ในปีนี้ แต่ก็ยังเป็นส่วนน้อยในหลักแค่หมื่นกว่าคัน จากที่เรามี 10 ล้านกว่าคัน การเปลี่ยนตรงนี้ต้องเปลี่ยนทั้งองคาพยพ ฉะนั้น สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ภาคการศึกษา ภาคประชาชน หรือแม้แต่ธุรกิจต่างๆ” คุณชัยวุฒิ กล่าว



จากนั้น คณะสื่อมวลชนได้เดินทางไปศึกษาดูงาน “โครงการสามคลอง สามราชธานี” ใน 5 เส้นทาง
ประกอบด้วย 1. พระพุทธบาทลอยฟ้า พิพิธภัณฑ์ชุมชนวัดบางอ้อยช้าง ตามรอยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ชุมชนบ้านส่วยอ้อย
2. สำเร็จ บุญหนัก ศักดิ์ใหญ่ พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ แดนอารยธรรมลุ่มน้ำสามคลอง สามราชธานี
3. แปลงใหญ่ทุเรียน อำเภอบางกรวย ความหลากหลายทางชีวภาพ จ.นนทบุรี
4. นกแก้วโม่ง วัดสวนใหญ่ การอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่านอกเขตอุทยาน ความหลากหลายทางชีวภาพ จ.นนทบุรี
5. ศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. ณ สำนักงานกลาง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย
ทั้งนี้ ในส่วนของเส้นทางทางที่ 4 นกแก้วโม่ง วัดสวนใหญ่ อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี การอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่านอกเขตอุทยาน ความหลากหลายทางชีวภาพ จ.นนทบุรี ซึ่งถือเป็นนกแก้วโม่งฝูงสุดท้ายและเสี่ยงใกล้สูญพันธ์

คุณชัยวัฒน์ มนตรีชัยวิวัฒน์ กรรมการมูลนิธิอนุรักษ์ช่วยเหลือสัตว์ป่าและที่ปรึกษาชมรมอนุรักษ์นกแก้วโม่งวัดสวนใหญ่ กล่าวถึงการอนุรักษ์นกแก้วโม่งวัดสวนใหญ่ว่า เขาดูแลภายในชุมชน ทำงานตามความรู้และความสามารถที่เขามี คือเราไม่รู้ว่าอนาคตเขาจะเป็นอย่างไร ทุกวันนี้พยายามทำให้เขาอยู่กับเรานานที่สุด ส่วนหน่วยงานอื่นที่จะเข้ามาช่วยเหลือหรือซัพพอร์ต จริงๆ ที่นี่เขาก็เปิดรับ ก็เข้ามาดูว่าสามารถว่าจะช่วยอะไรให้เขาได้ จะทำอะไรให้เขาได้ เพื่อให้เกิดความยั่งยืน ถ้าธรรมชาติคงอยู่ นกแก้วโม่งก็จะอยู่กับเขานานๆ เรื่องความเสี่ยงที่จะสูญพันธ์นั้น ปัจจัยหลักคือเรื่องต้นไม้ ถ้าต้นยาง 2 ต้นที่นกแก้วโม่งอาศัยล้ม ทุกอย่างจะเป็นศูนย์หมด นกแก้วโม่งก็จะไปจากพื้นที่เช่นกัน สิ่งที่เราพยายามรักษาให้มากที่สุด เรื่องของการดูแลของต้นไม้ การที่จะปลูกต้นไม้เพิ่มทดแทนยากมาก เพราะนกแก้วโม่งจะอยู่กับต้นไม้ที่มีอายุมากหลักร้อยกว่าปี การที่จะปลูกทดแทนจึงเป็นไปได้ยาก ที่จะปลูกทดแทนให้ต้นไม้โตจนมีระดับ 20-30 เมตรขึ้นไปซึ่งอาจต้องใช้เวลาถึง 50-60 ปีขึ้นไป การรักษาต้นไม้นี้ให้คงอยู่จึงดีที่สุด เรามีวิธีการในการทำรังเทียมให้นกอยู่เพื่อที่จะได้ไม่ต้องไปไหนไกล ไม่ต้องไปให้นกแก้วโม่งไปทำรังบนต้นตาลที่จะทำให้เสี่ยงอันตราย ขณะที่ถามว่า การที่ให้นักท่องเที่ยวเข้ามาจะเป็นการรบกวนนกหรือไม่ คุณชัยวัฒน์ กล่าวว่า ไม่เป็นการรบกวน เพราะนกแก้วโม่งโตมากับเมือง โตมากับสภาพแวดล้อมที่เขาเห็น เขาลืมตาขึ้นมาก็เห็นกิจกรรมของมนุษย์ต่างๆนาๆ บินผ่านหลังคาบ้านคน นกกับคนมีระยะห่าง เขาจะรู้ระยะห่างกับคน เขารู้ว่าที่นี่ปลอดภัยเขาก็อยู่ แต่ถ้าเราโครมครามกับเขามาก โอกาสที่เขาจะไปอยู่ที่อื่นก็มีสูง แต่ชุมชนที่นี่จะรู้ว่าเขาไม่ทำอะไรที่เป็นการรบกวนเขา คนในพื้นที่มีความเข้าใจ แต่ทั้งนี้เมื่อคนในชุมชนรักษาไว้ให้แล้ว องค์กรข้างนอกหรือว่าหน่วยงานใดๆ อยากจะเข้ามาช่วยส่งเสริมหรือเข้ามาทำอะไร มาต่อยอดให้เขา ให้เขาสามารถมีกำลังในการรักษาพื้นที่ตรงนี้เอาไว้ให้เป็นบ้านของนกก็ยินดี เช่น เอาวิชาความรู้ต่างๆ มาส่งเสริมให้เขารู้ว่าต้องทำอย่างไรเพราะบางอย่างด้วยความเป็นชุมชน เขาไม่ได้มีความรู้ในด้านวิชาการมากมาย เมื่อถามว่า อยากให้มีการโปรโมทเรื่องการท่องเที่ยวหรือไม่ คุณชัยวัฒน์ กล่าวว่า ก็ยินดี ตรงนี้เหมือนเป็นจุดขายจุดหนึ่ง ซึ่งตรงนี้ต่างชาติเข้ามาดูกันเยอะมากมีหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นอเมริกา อังกฤษ ออสเตรเลีย หรือจีน เขาเข้ามาดูนกกันเยอะ และคนที่เข้ามาเขาเสียเงินเพื่อเดินทางมาดู ซื้อทัวร์เข้ามาดู และที่นี่ชุมชนก็พร้อมเปิดรับ open ยินดีต้อนรับหมดทุกคน โดยไม่มีการเก็บค่าใช้จ่ายใดๆ คือทุกคนมาก็ดีใจ แต่อย่างที่เห็นกับสภาพความเป็นอยู่ที่เป็นชุมชน หากหน่วยงานหรือองค์กรใดเห็นว่าตรงนี้เป็นประโยชน์ และสามารถต่อยอดทำประโยชน์ให้กับพื้นที่ได้ก็ลองเข้ามาดู ต้องลองมาคุยกับชาวบ้าน เพราะชาวบ้านก็พร้อมที่จะคุยอยู่แล้ว




และอยากฝากเรื่องการอนุรักษ์ 2 เรื่องว่า เรื่องแรก คือนกแก้วโม่งวัดสวนใหญ่อยู่ในสถานะเสี่ยงใกล้จะสูญพันธ์ เป็นนกที่หายากสวยงาม น่ารัก ก็คืออยากให้ลองเข้ามาแวะดู พาครอบครัวมาดูก็ได้ มีกล้องส่องทางไกลให้ยืมใช้กันฟรี สามารถเข้ามาเที่ยวชมได้ ซึ่งช่วงที่แนะนำให้เข้ามาชมคือตั้งแต่เวลา 4 โมงเย็นจนถึงใกล้ค่ำก็จะเห็นตัวง่าย และเรื่องที่ 2 อยากฝากทุกคนให้ช่วยกันรักษาสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะต้นไม้ใหญ่ แม้จะปฏิเสธไม่ได้ว่าเมืองที่ต้องขยาย ก็ต้องมีการตัดต้นไม้ นกพวกนี้อยู่กับต้นไม้อยู่กับธรรมชาติ เราไปตัดต้นไม้หรือทำลายแหล่งอาหาร สุดท้ายแล้วเขาก็ต้องไปจากที่นี่
ศิริลัษณ์ รายงาน / สุมนชาติ ภาพหมู่ ขอบคุณข้อมูลที่มา มจพ. / ภาพถ่ายนก บุญส่ง ไชกือ และ วินัย พุ่มอยู่



