เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2566 สถานีวิทยุกระจายกรมการพลังงานทหาร เอ.เอ็ม.792 กิโลเฮิรตซ์ ได้นำคณะผู้ฟังรายการ เดินทางเที่ยวชมอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ แหล่งอารยธรรมที่สำคัญแห่งหนึ่งของประเทศไทยปัจจุบันขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกแห่งที่ 7 ของประเทศไทย โดยมีวิทยากรของอุทยานฯ นำชมและอธิบายในระหว่างขึ้นรถรางที่ทางอุทยานฯ จัดเตรียมไว้ให้ สำหรับอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ เป็นพื้นที่ที่ปรากฎร่องรอยหลักฐาน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการตั้งถิ่นฐานอยู่อาศัยของมนุษย์ ที่มีมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมทวารวดีและเขมรตามลำดับ ซึ่งรวมระยะเวลาที่มีความเจริญรุ่งเรืองถึงกว่า 800 ปี ก่อนที่จะถูกทิ้งร้างไปด้วยสาเหตุโรคระบาดร้ายแรงหรือปัญหาภัยแล้งประการใดประการหนึ่งหรือทั้งสองประการ ในราวปลายพุทธศตวรรษที่ 18 – ต้นพุทธศตวรรษที่ 19 อันเป็นช่วงก่อนที่วัฒนธรรมสุโขทัยและอยุธยาจะเจริญรุ่งเรืองขึ้นมาแทนที่ในบริเวณลุ่มแม่น้ำป่าสัก และมีการพัฒนาการตั้งถิ่นฐานอยู่อาศัยอย่างต่อเนื่องมาจนเท่าถึงปัจจุบัน





บริเวณอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพในปัจจุบัน ประกอบไปด้วยสองส่วนด้วยกัน ส่วนแรกเป็นพื้นที่ในส่วนเมืองโบราณศรีเทพ มีลักษณะเป็นเมืองที่มีคูน้ำคันดินล้อมรอบแบบเมืองในวัฒนธรรมทวารวดี ที่นิยมขุดลอกข้างนอกเป็นคูนํ้า ดินที่ขุดขึ้นก็เอาเป็นคันดินชั้นที่ 2 ในอดีตคูนํ้าและคันดินสามารถใช้เป็นเครื่องกีดขวางเพื่อป้องกันข้าศึก และเพื่อใช้อุปโภคบริโภคด้วยนั่นเอง การแบ่งพื้นที่ภายในเป็นสองส่วน ในส่วนของตัวเมืองใน เนื้อที่ 1,300 ไร่ จะมีกลุ่มโบราณสถานที่สำคัญ 3 จุด หลักๆ จะประกอบไปด้วย ปรางศ์ศรีเทพ เขาคลังใน และปรางศ์สองพี่น้อง และถัดจากส่วนของคลังในตรงนี้ขยายออกไปทางฝั่งด้านทิศตะวันออกเป็นส่วนของพื้นที่สี่เหลี่ยมผืนผ้ามุมบนอีก 1,589 ไร่ ตรงนั้นสำรวจแล้วว่าไม่มีกลุ่มโบราณสถานหลัก ส่วนใหญ่จะเป็นอาคารประกอบพิธีกรรมหลังเล็ก พวกนี้จะเหลือเฉพาะตัวฐานที่ก่อสร้างโดยอิฐและศิลาแลง สันนิษฐานว่า ส่วนด้านข้างกับหลังคาน่าจะประกอบด้วยไม้ทำให้ผุพังไปหมดตามกาลเวลา ก็เลยเหลือเฉพาะส่วนของศิลาแลง ส่วนของทีอยู่อาศัยจะมีข้อกำหนดว่า ถ้าเป็นพวกศิลาแลงแบบนี้ คือไม่สามารถทำเป็นที่อยู่อาศัยได้ ต้องสร้างด้วยไม้เท่านั้น รวมไปถึงตัวปราสาทราชวังด้วยเช่นเดียวกัน นอกจากอาคารประกอบพิธีกรรมขนาดเล็กที่เราค้นพบจำนวนถึง 112 หลัง ทั้งของเมืองนอกและมืองในตรงนี้ ยังสำรวจพบสระนํ้าด้วย เฉพาะในส่วนเมืองในตรงนี้เราพบสระนํ้าจำนวนประมาณ 70 แห่ง จะมีสระใหญ่ที่สุดจะอยู่บริเวณกลางมือง มีชื่อว่าสระปรางศ์ สระนั้นมีการขุดลอกขึ้นเพิ่มเติม เพราะว่าในปัจจุบันนี้เรายังคงมีการใช้นำ้ในสระปรางศ์เพื่อนำไปตั้งสปริงเกอร์รดหญ้าบนโบราณสถานเพื่อให้นักท่องเที่มาถ่ายรูปในช่วงหน้าแล้ง นอกนั้นอีก 69 สระปล่อยเป็นสภาพเดิมๆ สำหรับลักษณะของพืันที่ไม่ได้เรียบเสมอกันทั้งหมด เป็นแบบลูกคลื่น จะสูงๆ ตํ่าๆ คล้ายกับเป็นคลื่นนํ้าทะเล แสดงให้เห็นว่าตรงนั้นเป็นที่อยู่อาศัยต่อเนื่องทับซ้อนมาหลายยุคหลายสมัย และนี่เป็นหลักเกณฑ์ในการขุดค้นโบราณคดี เราจะเลือกบริเวณที่เป็นเนินสูง ต้องดูว่าเนินที่จะขุดนี้ จะมีอาคารที่ประกอบพิธีกรรมที่ก่อสร้างด้วยอิฐ หรือว่าก่อสร้างด้วยศิลาแลงอยู่ใกล้ๆ บริเวณเนินนั้นด้วย และก็จะเจอสระนํ้าหรือแหล่งนํ้าบริเวณนั้นด้วย ตรงบริเวณที่เราขุดเจอหลักฐานที่เป็นโครงกระดูกมนุษย์และโครงกระดูกช้าง ตรงนี้เราพบอาคารประกอบพิธีกรรม พบสระนํ้าอยู่หน้าอาคาร 1 สระ และหลังอาคาร 1 สระ และสุดท้ายก่อนที่เราจะขุดบนเนินผิวดิน และเจอพวกเศษภาชนะดินเผาที่แตกเป็นชิ้นเล็กๆ ค่อนข้างหนาแน่น จึงค่อนข้างมั่นใจว่าเมื่อขุดลงไปตรงนั้นน่าจะเจอร่องรอยหรือหลักฐานอะไรสำคัญ ปรากฏว่า เมื่อขุดลึกลงไป 1 เมตร เราเจอโครงกระดูกช้างก่อนจำนวน 1 โครง อายุอยู่ที่ประมาณ 900 ปีมาแล้ว ก็สะท้อนให้เห็นถึงการใช้สัตว์เป็นพาหนะและแรงงานในการชักลากวัสดุต่างๆ เพื่อมาก่อสร้างกุดโบราณสถานในตัวเมืองต่างๆ และเมื่อขุดต่อไปยังฝั่งด้านทิศเหนือ ก็ได้เจอโครงกระดูกมนุษย์อีก 1 โครง ทั้งนี้ สำหรับโครงกระดูกช้างและมนุษย์ของจริงได้ถูกนำไปเก็บรักษาไว้ที่กรมศิลปากร เนื่องจากมีนักท่องเที่ยวบางส่วนไม่เข้าใจ นำเหรียญโยนลงไปในหลุมที่ขุดค้น อาจทำให้โครงกระดูกของจริงเสียหาย โดยวิทยากรชี้ให้ด้วยว่า บริเวณหัวกระโหลกของโครงกระดูกมนุษย์ที่ทำมาจากเรซิ่น มีร่องรอยแตกเสียหายจากเหรียญที่นักท่องเที่ยวโยนลงไปในหลุมด้วย






อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพจะเปิดให้บริการทุกวัน ระหว่างเวลา 08.30 – 16.30 น. โดยไม่เว้นวันหยุดราชการและวันหยุดนักขัตฤกษ์ สำหรับค่าธรรมเนียมเข้าชมนั้น ประชาชนชาวไทย คนละ 20 บาท ชาวต่างประเทศ คนละ 100 บาท ทั้งนี้ จะยกเว้นค่าธรรมเนียมเข้าชมให้แก่พระภิกษุ สามเณรในพระพุทธศาสนาหรือนักบวชในศาสนาอื่น นักเรียน นิสิตและนักศึกษาในเครื่องแบบนักเรียน นิสิตและนักศึกษารวมทั้งครูอาจารย์ผู้ควบคุมในกรณีขอเข้าชมเป็นหมู่คณะโดยประสานงานล่วงหน้า และแขกผู้มีเกียรติที่กรมศิลปากรหรืออุทยานประวัติศาสตร์เชิญหรือต้อนรับ สามารถรายละเอียดเพิ่มเติมหรือเข้าชมเป็นหมู่คณะโดยขอวิทยากรนำชม สามารถติดต่อประสานงานได้โดยตรงที่ อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ ตำบลศรีเทพ อำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ 67170 โทรศัพท์ 056 –921322
ศิริลัษณ์ ข่าว / สุมนชาติ ภาพ